สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ อาร์เซนอล ( 9 )

การเปลี่ยนแปลงของสโมสร

อาร์เซนอลเริ่มกลับมาคว้าแชมป์ได้อีกครั้งหนึ่งหลังจากได้ว่าจ้างให้เบอร์ตี้ มี นักกายภาพบำบัดให้มารับตำแหน่งผู้จัดการทีมในปี 1966 แบบไม่มีใครคาดคิด อาร์เซนอลสามารถเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลลีกคัพได้ 2 สมัยแต่ก็พลาดแชมป์ทั้งสองครั้ง แต่ก็ยังสามารถคว้าแชมป์อินเตอร์ซิตี้แฟร์สคัพ ฤดูกาล 1969-70 ซึ่งเป็นถ้วยยุโรปใบแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ตามมาด้วยการคว้าดับเบิ้ลแชมป์เป็นครั้งแรก นั่นคือแชมป์ลีกและเอฟเอคัพในฤดูกาล 1970-71 แต่ในทศวรรษต่อมานั้น อาร์เซนอลทำได้แค่เพียงการเข้าไปใกล้ตำแหน่งแชมป์มากที่สุดแต่ก็แทบจะไม่สามารถคว้าแชมป์ได้เลย โดยได้รองแชมป์ลีกในฤดูกาล 1972-73 รองแชมป์เอฟเอคัพในฤดูกาล 1971-72, 1977-78 และ 1979–80 และยังพ่ายแพ้ในเกมยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพรอบชิงชนะเลิศด้วยการดวลจุดโทษอีกด้วย สโมสรประสบความสำเร็จเพียงครั้งเดียวในช่วงนี้ก็คือการคว้าแชมป์เอฟเอคัพในฤดูกาล 1978-79 ได้ด้วยการเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไปได้ 3-2 ในนาทีสุดท้ายของการแข่งขัน ซึ่งได้รับการกล่าวขวัญกันมากในเรื่องของความคลาสสิกของเกมนี้

สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ อาร์เซนอล ( 8 )

หลังจากสงครามสิ้นสุดลง ทอม วิทเทคเกอร์ ผู้สืบทอดตำแหน่งของอัลลิสันได้เข้ามาบริหารทีม อาร์เซนอลจึงกลับมาประสบความสำเร็จได้อีก 2 ครั้งคือฤดูกาล 1947-48 และ 1952-53 ที่ได้แชมป์ลีก และ 1949-50 ที่ได้แชมป์เอฟเอคัพ อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น โชคก็เหมือนจะไม่เข้าข้างอาร์เซนอลเท่าไรนัก สโมสรไม่สามารถดึงดูดความสนใจของนักเตะชุดเดียวกับที่เคยอยู่ในทีมช่วงทศวรรษ 1930 ให้กลับเข้าสู่ทีมได้ ในช่วงทศวรรษที่ 1950 และ 1960 นั้น อาร์เซนอลกลายเป็นทีมระดับธรรมดาๆที่ไม่สามารถคว้าแชมป์อะไรได้เลย แม้ แต่บิลลี ไรท์ อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษที่ผันตัวเองมาเป็นผู้จัดการทีมนั้นก็ไม่สามารถนำความสำเร็จมาสู่สโมสรได้เลยในช่วงปี 1962-1966 ที่เข้ามาคุมทีม

แชมป์มวยโลก ชาวไทย ลิงลม พ.ธวัชชัย ( 3 )

กียรติประวัติ

แชมป์ PABA รุ่นไลท์ฟลายเวท

ชิง 20 มีนาคม 2541 ชนะคะแนน ยูรา ดิมาร์ (ธงของประเทศมองโกเลีย มองโกเลีย) ที่ จ.เชียงใหม่

สิงหาคม 2541 ถูกปลด

แชมป์โลกรุ่นไลท์ฟลายเวท WBF

ชิง 20 พฤศจิกายน 2541 ชนะคะแนน โรแลนโด ทูยูกอน (  ฟิลิปปินส์) ที่ จ.แม่ฮ่องสอน

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 1, 28 พฤษภาคม 2542 ชนะคะแนน ฮาซินโต โรฮาส (  เม็กซิโก) ที่ จ.อุทัยธานี

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 2, 22 ตุลาคม 2542 ชนะน็อค ยก 3 ซิโฮเลโม่ กูเมเด้ (  แอฟริกาใต้) ที่ จ.ราชบุรี

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 3, 31 มีนาคม 2543 ชนะคะแนน เฮซุส ชอง (เม็กซิโก) ที่ มนตรีสตูดิโอ เขตบางกะปิ.

พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 ถูกปลด

แชมป์มวยโลก ชาวไทย ลิงลม พ.ธวัชชัย ( 2 )

เนื่องจากลิงลมเป็นมวยหมัดหนัก และเคยชกมวยสากลสมัครเล่นให้กับกองทัพบก กลุ่มผู้สนับสนุนจึงให้ลิงลมหันมาชกมวยสากลอาชีพ โดยขึ้นชกครั้งแรกเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2540 แพ้คะแนน โดบรัค อาร์เทอร์ ที่ อินโดนีเซีย จากนั้น ชกชนะนักมวยจากฟิลิปปินส์อีก 3 ครั้ง จึงได้ขึ้นชิงแชมป์ PABA รุ่นไลท์ฟลายเวท ชนะคะแนน ยูรา ดิมาร์ แต่ต่อมา เอกรัฐ ไชยโชติช่วง ผู้จัดการของลิงลมได้เปลี่ยนไปดำเนินงานกับสหพันธ์มวยโลก จึงให้ลิงลมขึ้นชิงแชมป์โลกรุ่นไลท์ฟลายเวท WBF ซึ่งลิงลมเป็นฝ่ายชนะคะแนนโรแลนโด ทูยูกอน ได้ครองแชมป์โลกอีกเส้นเมื่อ พ.ศ. 2541 และป้องกันแชมป์ไว้ได้ 3 ครั้ง

 

ในช่วง พ.ศ. 2543 ความนิยมต่อสถาบันสหพันธ์มวยโลกได้ลดลง กลุ่มผู้สนับสนุนของลิงลมหันไปดำเนินงานร่วมกับสหพันธ์มวยนานาชาติ และเตรียมให้ลิงลมเบนเข็มมาชกชิงแชมป์ของสถาบันดังกล่าว แต่ลิงลมก็โชคร้าย ประสบอุบัติเหตุถูกรถมอเตอร์ไซค์ชน ต้องรักษาตัวอยู่นาน เมื่อหายดีแล้ว ร่างกายไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม จึงแขวนนวมไปในที่สุด ปัจจุบัน ลิงลมประกอบอาชีพขายอาหารอีสานในกรุงเทพฯ

แชมป์มวยโลกชาวไทย อำนาจ รื่นเริง ( 7 )

และอำนาจก็ทำได้สำเร็จเมื่อขึ้นชกเพียง 2 ครั้ง ก็ได้สิทธิไปแข่งขันโอลิมปิก โดยในรอบที่ 2 สามารถเอาชนะ คาร์มีเน ตอมมาโซเน นักมวยชาวอิตาลีไปได้ ด้วยคะแนนเป็นเอกฉันท์ 0-3 โดยถือเป็นนักมวยไทยคนที่ 5 และคนสุดท้ายที่ได้สิทธิ์ในการแข่งขันโอลิมปิกคราวนี้

ในรอบชิงชนะเลิศกับ ลินดอลโฟ เดลกาโด กราซา นักมวยชาวเม็กซิกัน อำนาจเป็นฝ่ายแพ้ทีเคโอไปก่อนขึ้นยกที่ 2 เนื่องจากขอยอมแพ้ จากการมีอาการเจ็บที่หัวไหล่ซ้าย จึงได้เหรียญเงิน

แชมป์มวยโลกชาวไทย อำนาจ รื่นเริง ( 6 )

หวนมาชกมวยสากลสมัครเล่นอีกครั้ง

หลังจากเสียแชมป์โลกมวยสากลอาชีพไปแล้วไม่นาน อำนาจได้เข้าค่ายฝึกซ้อมด้วยตนเองต่อที่จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นบ้านของภรรยา อำนาจได้ตัดสินใจหวนกลับมาชกมวยสากลสมัครเล่นอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายอยู่การติดทีมชาติเข้าแข่งขันโอลิมปิก 2016 ที่ประเทศบราซิล ทั้งนี้เพราะสหพันธ์มวยสากลสมัครเล่นนานาชาติ (AIBA) ได้เปลี่ยนกติกาให้นักมวยสากลอาชีพ สามารถเข้าร่วมชกในรายการแข่งขันของมวยสากลสมัครเล่นได้ ถึงแม้ว่าจะมีเสียงคัดค้านจากสถาบันมวยสากลอาชีพต่าง ๆ ก็ตาม โดยเข้าร่วมการแข่งขันคัดตัวที่โฮเซมาเรียบาร์กัสโดม รัฐบาร์กัส ประเทศเวเนซุเอลา ซึ่งถือเป็นการคัดตัวรอบสุดท้าย โดยเป็นการคัดเลือกในโควต้านักมวยสากลอาชีพ ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2559 และได้เลื่อนน้ำหนักขึ้นเป็นรุ่นไลท์เวท เนื่องจากไม่สามารถทำน้ำหนักให้อยู่ในพิกัดฟลายเวทได้อีกแล้ว

แชมป์มวยโลกชาวไทย เด่น จุลพันธ์ ( 3 )

ในขณะที่ทากาโกะทำงานเป็นพนักงานขายอาหารทะเลในซูเปอร์มาร์เก็ต ในที่สุดเด่นก็ได้ปรึกษากับภรรยาว่าอยากจะขึ้นชกมวยอีกครั้งจึงเดินทางไปขอซ้อมที่ค่าย “คาโดเอบิ ยิม” โดยแลกกับการเป็นพนักงานทำความสะอาดไปด้วย ก่อนที่จะค่อย ๆ พัฒนาฝีมือการชกขึ้นมาจนเป็นมวยเอกของค่ายในที่สุด โดยใช้ชื่อว่า “อีเกิล เคียววะ” หรือ “อีเกิล อากากูระ” เด่นขึ้นชกชนะมารวดจนกระทั่งผู้สนับสนุนลงทุนให้ชิงแชมป์มินิมั่มเวต WBC กับเจ้าของตำแหน่งชาวเม็กซิกัน โฮเซ อันโตนิโอ อากีร์เร

แชมป์มวยโลกชาวไทย เด่น จุลพันธ์ ( 2 )

ประวัติ

เด่นเดิมใช้ชื่อ เด่น ส.จาตุรงค์ ชกมวยอยู่ในเครือของ สหสมภพ ศรีสมวงศ์ ตัวแทนของสถาบัน WBC ในประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 สหสมภพได้ถึงแก่กรรมไปอย่างกะทันหันทำให้เด่นต้องระหกระเหินไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นกับ ทากาโกะ ภรรยาที่เป็นนักมวยไทยชาวญี่ปุ่น ที่พบเมื่อครั้งที่ทากาโกะมาฝึกมวยที่ค่ายของเด่นในเมืองไทย แรกทีเดียวเด่นต้องไปทำงานที่ร้านซักรีดเสื้อผ้า

แชมป์มวยโลกชาวไทย ยอดสนั่น 3เคแบตเตอรี่ ( 8 )

ชีวิตส่วนตัว

หลังเสียแชมป์โลกไปแล้ว ในปี พ.ศ. 2552 ยอดสนั่นได้เดินทางไปเป็นเทรนเนอร์สวนมวยสากลอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์

ในปลายปี พ.ศ. 2553 ยอดสนั่นได้รับปริญญามหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2562 ยอดสนั่นได้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต จังหวัดศรีสะเกษ เขต 3 สังกัดพรรคครูไทยเพื่อประชาชน

นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี บัลลงดอร์ ( 58 )

เขาเริ่มค้าแข้งกับสคันธอร์ปยูไนเต็ดใน ค.ศ. 1968 ก่อนที่จะย้ายไปร่วมทีมลิเวอร์พูลใน ค.ศ. 1971 โดยสวมเสื้อเบอร์ 7 ในขณะที่ค้าแข้งอยู่กับลิเวอร์พูลนั้น คีแกนสามารถคว้าแชมป์รายการสำคัญต่างๆมากมาย ได้แก่ ดิวิชันหนึ่ง 3 สมัย, ยูฟ่าคัพ 2 สมัย, เอฟเอคัพ 2 สมัย และยูโรเปียนคัพอีก 1 สมัย เขาติดทีมชาติอังกฤษเป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 1972 ต่อมาใน ค.ศ. 1977 เขาตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมฮัมบูร์ก ในการค้าแข้งกับฮัมบูร์กเขาได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรป 2 สมัยติดต่อกัน คือ 1978 และ 1979